BAS / BMS คืออะไร และเหมาะกับอาคารแบบไหน
ทำความเข้าใจระบบ Building Automation System (BAS) และ Building Management System (BMS) ตั้งแต่โครงสร้างการทำงาน อุปกรณ์หลัก ไปจนถึงการเลือกใช้ให้เหมาะกับ อาคาร โรงงาน และคลังสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดพลังงาน และทำให้งานซ่อมบำรุงเป็นระบบมากขึ้น
ทำไม “ระบบอาคาร” ถึงกลายเป็นต้นทุนที่ควบคุมได้ยาก
ในหลายองค์กร ต้นทุนแฝงไม่ได้มาจากค่าไฟอย่างเดียว แต่รวมถึง เวลาที่เสียไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า, Downtime, การแจ้งซ่อมที่ไม่เป็นระบบ และการขาดข้อมูลเพื่อชี้ว่า “จุดไหนควรปรับก่อนถึงคุ้ม”
ไฟฟ้า, แอร์, ระบายอากาศ, ปั๊ม, พัดลม, ห้องเครื่อง ทำงานคนละชุด/คนละจอ ทำให้ติดตามเหตุขัดข้องช้า
ไม่มี Trend/Report ที่เชื่อมโยงการทำงานของอุปกรณ์กับพลังงาน/สภาพแวดล้อม จึงปรับแบบคาดเดา
BAS/BMS ช่วยเปลี่ยนเป็น “ดูแลเชิงรุก” ด้วย Alarm + สถานะ + สัญญาณเตือนล่วงหน้า
BAS / BMS คืออะไร? ต่างกันอย่างไร?
คำว่า BAS และ BMS มักถูกใช้สลับกัน แต่เพื่อให้เข้าใจง่าย: BAS เน้น “ควบคุม/ออโตเมชัน” ของระบบอาคาร ส่วน BMS เน้น “บริหาร/มองภาพรวม” ด้วย Dashboard, Alarm, Trend และ Report (ในงานจริงมักทำร่วมกันเป็นระบบเดียว)
BAS (Building Automation)
ระบบควบคุมอัตโนมัติของอุปกรณ์อาคาร เพื่อให้ทำงานตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้
- ควบคุม AHU/FCU/VAV/Chiller
- สั่งงานปั๊ม/พัดลม/แดมเปอร์
- Schedule เปิด–ปิดตามเวลา/โหลด
- Interlock ความปลอดภัยพื้นฐาน
BMS (Building Management)
ศูนย์กลางการบริหารระบบอาคาร: เห็นสถานะ แจ้งเตือน วิเคราะห์แนวโน้ม และทำรายงาน
- Dashboard ภาพรวมทั้งอาคาร
- Alarm / Event / Acknowledge
- Trend / Report / KPI
- บันทึกข้อมูลเพื่อ Audit/มาตรฐาน
เมื่อรวมกัน (ภาพที่องค์กรต้องการ)
“คุมได้ + เห็นได้ + วัดผลได้” จากหน้างานจนถึงผู้บริหาร เพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงต่อเนื่อง
- ลดพลังงานจากการคุมโหลด/ตารางเวลา
- ลด Downtime ด้วยการแจ้งเตือนเร็ว
- ทำ PM/CM เป็นระบบด้วยข้อมูลจริง
- พร้อมขยายเป็น IoT/Smart Facility
โครงสร้าง BAS/BMS (แบบเข้าใจง่าย)
ระบบที่ดีต้องเริ่มจาก “ข้อมูลหน้างานที่เชื่อถือได้” แล้วไล่ขึ้นไปสู่ “แพลตฟอร์มกลาง” โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 4 ชั้นหลักด้านล่าง
- Temp/RH/CO2/Pressure/Flow
- VFD, Damper, Valve, Relay
- Energy meter / Power quality
- AHU/FCU/Chiller plant
- Pump/Fan/Booster
- Data logging เบื้องต้น
- Modbus / BACnet / TCP/IP
- Gateway แปลงโปรโตคอล
- Segment เครือข่ายเพื่อความเสถียร
- Central Dashboard (Web/Mobile)
- Alarm + Escalation + SLA
- Report/Export สำหรับผู้บริหาร
BAS/BMS เหมาะกับอาคารแบบไหน?
หลักการเลือกไม่ใช่ “ขนาดอาคารอย่างเดียว” แต่คือ ความซับซ้อนของระบบ, ความเสี่ยงหากระบบล้มเหลว, และ ความจำเป็นในการมีข้อมูลเพื่อบริหาร ต่อไปนี้คือแนวทางแบบใช้งานจริง
อาคารสำนักงาน / อาคารสูง
เหมาะเมื่อมี AHU/Chiller หลายชุด ระบบลมซับซ้อน และต้องการคุม Comfort + ค่าไฟ
- Schedule/Setpoint ตามช่วงเวลา
- แจ้งเตือนอุปกรณ์ผิดปกติเร็ว
- Report ค่าใช้พลังงานรายชั้น/โซน
โรงพยาบาล / ห้องผ่าตัด / Clean area
ให้ความสำคัญกับความเสถียรและหลักฐานการควบคุมสภาพแวดล้อม
- ควบคุม Temp/RH/Pressure (Differential)
- Alarm ชัดเจน + บันทึกเหตุการณ์
- ช่วยงานตรวจสอบ/Audit ได้ง่ายขึ้น
โรงแรม / รีสอร์ต / Mixed-use
ต้องการบริหารโหลดตามการใช้งานจริงและลดปัญหาซ่อมฉุกเฉินที่กระทบลูกค้า
- คุม Chiller plant ให้เหมาะกับ Occupancy
- ลด Complaint ด้วยการแจ้งเตือนเชิงรุก
- วัด KPI พลังงานต่อพื้นที่/ห้อง
โรงงานอุตสาหกรรม
เหมาะเมื่อมี Utility หนาแน่น (ลม/น้ำ/ไอน้ำ/ชิลเลอร์) และต้องการความต่อเนื่องของการผลิต
- คุม Utility ให้เสถียร ลดหยุดผลิต
- Integrate Energy metering ทำ KPI
- Alarm/Trend ช่วย PM/ซ่อมบำรุง
คลังสินค้า / Logistic center
เหมาะเมื่อมีระบบระบายอากาศ/ควัน/ปั๊ม/ไฟฟ้า และต้องการสภาพแวดล้อมคงที่
- คุม Ventilation ตาม CO2/เวลา
- เฝ้าระวังโหลดสำคัญและตู้ MDB
- รายงานเพื่อบริหารค่าใช้จ่ายรายอาคาร
ห้องเย็น / Cold storage
แนะนำอย่างยิ่ง เพราะ “ความเสี่ยงสินค้าเสียหาย” สูง และระบบทำงาน 24/7
- Alarm อุณหภูมิหลุด/อุปกรณ์ผิดปกติ
- Trend ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพต่อเนื่อง
- หลักฐานบันทึกสำหรับคุณภาพ/ความปลอดภัย
4 แกนหลักที่ทำให้ BAS/BMS “คุ้มค่า” ในโลกจริง
ระบบที่ดีไม่ใช่แค่ “รวมหน้าจอ” แต่ต้องทำให้ทีมทำงานเร็วขึ้น ลดความผิดพลาด และวัดผลได้เป็นตัวเลข
- อุปกรณ์ไหนทำงาน/หยุด/ผิดปกติ
- ค่า Temp/RH/Pressure อยู่ในช่วงไหม
- โหลดพลังงานช่วงนี้สูงเพราะอะไร
- Schedule ลดโหลดช่วงไม่ใช้งาน
- Setpoint/Sequence ที่เหมาะกับสภาพจริง
- Interlock ลดความเสี่ยงเสียหาย
- Alarm พร้อมสาเหตุ/แนวทางตรวจ
- Event log + Acknowledge
- Escalation ลดเหตุหลุดการดูแล
- Trend/Report เทียบก่อน–หลัง
- Energy baseline + KPI รายเดือน
- ลดงานซ่อมฉุกเฉินด้วยสัญญาณเตือน
ผลลัพธ์ที่องค์กรส่วนใหญ่มองเห็นได้
ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับสภาพระบบเดิม จำนวนจุดวัด และการนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (ระบบจะคุ้มที่สุดเมื่อมีการตั้ง Alarm + Workflow การตอบสนองที่ชัดเจน)
BAS/BMS คือ “รากฐาน” ของอาคารยุคใหม่
BAS ช่วยให้ระบบอาคารทำงานอัตโนมัติและเสถียร ส่วน BMS ทำให้ผู้บริหารและทีมช่าง “เห็นภาพรวม” และ “วัดผลได้” เมื่อนำมาใช้ถูกจุด คุณจะได้ทั้งความสบายของผู้ใช้อาคาร ความต่อเนื่องของงาน และการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
หัวใจสำคัญ: “เริ่มจากจุดที่กระทบมากที่สุด แล้วค่อยขยาย”
ไม่จำเป็นต้องทำทุกระบบพร้อมกันในวันแรก เริ่มจากจุดที่คุ้มที่สุดก่อน (Utility/Chiller/AHU/MDB/พื้นที่สำคัญ) จากนั้นค่อยขยายไปสู่ทั้งอาคารหรือทั้งไซต์ พร้อมตั้ง KPI และรายงานเพื่อให้การลงทุน “ตอบได้เป็นตัวเลข”
คำถามที่พบบ่อย
ช่วยให้คุณเริ่มวางแผน BAS/BMS ได้เร็วขึ้น และลดความเสี่ยงตอนเริ่มทำ
1) ถ้าอาคารมีระบบเดิมอยู่แล้ว ยังทำ BMS ได้ไหม?⌄
2) ควรเริ่มจากระบบไหนก่อนเพื่อเห็นผลเร็ว?⌄
3) BAS กับ BMS ต้องทำพร้อมกันไหม?⌄
4) สิ่งที่ทำให้ BMS ล้มเหลวบ่อยที่สุดคืออะไร?⌄
5) BMS ช่วยเรื่องพลังงานได้มากแค่ไหน?⌄
อยากเริ่ม BAS/BMS ให้ “คุ้ม” และขยายได้ในอนาคต?
ทีมวิศวกรของเราพร้อมช่วยประเมินระบบเดิม แนะนำจุดเริ่มต้นที่คุ้มค่า และออกแบบสถาปัตยกรรมให้เหมาะกับอาคาร/โรงงาน/คลังสินค้าของคุณ
ช่องทางด่วน: ฟอร์ม / LINE / Email