Hypermarket · Wholesale · Energy Saving

5 แนวทางประหยัดพลังงาน
ในระบบทำความเย็น

ตั้งแต่ Smart Defrost ไปจนถึง Load Management — แนวทางที่สาขา Hypermarket & Wholesale เช่น Lotus's และ Makro เริ่มใช้จริงเพื่อลดค่าไฟ เพิ่มเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงสินค้าเสีย

10–25% ลดค่าไฟต่อสาขา (โดยทั่วไป)
24/7 ระบบเสถียรตลอดเวลา
1–3 ปี ROI คืนทุนที่พบได้บ่อย
ลด Loss ความเสี่ยงสินค้าเสียลดลง
เหมาะกับ Hypermarket & Wholesale ที่มีห้องเย็นและตู้แช่จำนวนมาก ลดค่าไฟ · คุมอุณหภูมิ · ลดความเสี่ยงสินค้าเสีย · ลด Peak Demand
Overview

ทำไม Hypermarket ต้องโฟกัสเรื่องพลังงาน?

ในธุรกิจ Hypermarket & Wholesale ระบบทำความเย็นทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และมักคิดเป็นสัดส่วนพลังงานที่สูงที่สุดของสาขา การปรับปรุงเชิงระบบจึงส่งผลโดยตรง ต่อทั้งกำไร ความเสี่ยงด้านสินค้า และความต่อเนื่องในการให้บริการ

01
โหลดรวมสูงและเกิดพร้อมกัน

ตู้แช่และห้องเย็นจำนวนมากดึงไฟพร้อมกัน ทำให้เกิด Peak Demand พุ่งสูง และมีค่าปรับ Demand Charge ตามมาทุกเดือน

02
ปัญหาเล็ก ๆ กลายเป็น Loss ใหญ่ได้เร็ว

ความผิดพลาดของระบบทำความเย็นเพียงครั้งเดียว อาจกระทบสต็อกสินค้าทั้งห้องและทำให้สูญเสียรายได้จำนวนมาก การแจ้งเตือนที่แม่นยำจึงเป็นหัวใจสำคัญ

03
บำรุงรักษาโดยไม่มีข้อมูล = ซ่อมช้า & แพง

ถ้าขาดข้อมูล Real-time ทีมช่างจะตอบสนองช้า Downtime นานขึ้น และค่าใช้จ่ายซ่อมฉุกเฉินสูงกว่าการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน

04
เริ่มได้ทีละขั้น ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบในคราวเดียว

5 แนวทางนี้ออกแบบมาให้ใช้ได้ทีละข้อ หรือผสมผสานกันตามงบประมาณและความพร้อมของแต่ละสาขา

💡

เป้าหมายคือ "ลดค่าไฟ + ลดความเสี่ยง + เพิ่มเสถียรภาพ"

ไม่ใช่แค่ปรับ Setpoint แต่เป็นการทำให้ระบบทำความเย็น "ทำงานเท่าที่จำเป็น ถูกจังหวะ" โดยยังคุมคุณภาพสินค้าได้เหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม

ระบบทำความเย็นในสาขา Hypermarket และ Wholesale — จุดที่ประหยัดพลังงานได้มากที่สุด
Hypermarket & Wholesale: ตู้แช่ + ห้องเย็นจำนวนมาก = โอกาสประหยัดพลังงานสูงสุด
5 Methods

5 แนวทางที่เริ่มใช้จริงใน Hypermarket

แต่ละแนวทางสามารถใช้ได้อิสระหรือผสมผสานกัน เพื่อให้ได้ผลด้านการประหยัดพลังงานที่ดีที่สุดสำหรับสาขาของคุณ

01

Smart Defrost
ละลายน้ำแข็งตามสภาพจริง

ระบบเดิมละลายน้ำแข็งตามเวลาที่ตั้งไว้โดยไม่คำนึงว่ามีน้ำแข็งสะสมจริงหรือไม่ Smart Defrost ใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์เพื่อสั่งละลายเฉพาะเมื่อจำเป็น ลดความร้อนสะสม ลดโหลดคอมเพรสเซอร์ และประหยัดพลังงานโดยทั่วไป ~3% (ขึ้นกับหน้างาน/ชนิดตู้/รอบการใช้งาน)

ลดโหลดคอมเพรสเซอร์ ลดความร้อนสะสม คุมคุณภาพสินค้า
02

Floating Suction Pressure
ปรับแรงดันตามโหลดจริง

แทนที่จะตรึง Suction Pressure คงที่ตลอดเวลา ระบบจะปรับแรงดันให้คอมเพรสเซอร์ทำงานตามภาระจริงของตู้แช่และห้องเย็น ผลลัพธ์คือใช้ไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญและยืดอายุอุปกรณ์

คอมเพรสเซอร์ทำงานเบา ลด kWh/วัน ยืดอายุอุปกรณ์
03

Night Setback
ปรับ Set Point ช่วงปิดร้าน

เมื่อร้านปิดและการเปิดประตูตู้แช่ลดลง ระบบจะปรับ Set Point อุณหภูมิให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ลดโหลดกลางคืน ลด Peak Demand และยังคุมอุณหภูมิให้อยู่ในโซนปลอดภัยสำหรับสินค้า

ลดโหลดกลางคืน ลด Peak Demand อุณหภูมิปลอดภัย
04

Smart Monitoring & Alarm
แจ้งเตือนก่อนสินค้าเสีย

เก็บข้อมูลอุณหภูมิ แรงดัน และสถานะอุปกรณ์แบบต่อเนื่อง พร้อมส่งการแจ้งเตือน Real-time ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามถึงสินค้า ช่วยลด Downtime และวางแผนบำรุงรักษาล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

แจ้งเตือน Real-time ลด Downtime วิเคราะห์พลังงาน

05) Load Management — บริหารโหลดทั้งสาขาเพื่อลด Peak Demand

จัดลำดับการทำงานของอุปกรณ์ทำความเย็นทั้งสาขา ไม่ให้อุปกรณ์หลายตัวดึงโหลดพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน ผลลัพธ์คือ Demand Charge ลดลง บิลค่าไฟรายเดือนเสถียรและคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น เหมาะอย่างยิ่งกับสาขาขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์จำนวนมาก

ลดค่าปรับ Demand ค่าไฟเสถียร วางแผนโหลดได้ เหมาะกับสาขาใหญ่
⭐ Key Feature
Outcomes

ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง

สาขา Hypermarket & Wholesale ที่นำแนวทางเหล่านี้ไปใช้ มักวัดผลได้จริงใน 4 มิติหลักต่อไปนี้ (ผลลัพธ์ขึ้นกับขนาดสาขา ภาระโหลด และสภาพระบบเดิม)

10–25% ลดค่าไฟต่อสาขา
ต่อเดือน
24/7 ระบบทำงานเสถียร
ตลอดเวลา
ลด Loss ความเสี่ยงสินค้าเสีย
ลดลง
1–3 ปี ROI คืนทุน
โดยทั่วไป
Summary

ระบบทำความเย็นที่ฉลาด = กำไรที่เพิ่มขึ้น

การใช้ข้อมูลและระบบควบคุมอัจฉริยะช่วยลดต้นทุนพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมรักษาคุณภาพสินค้าและเพิ่มเสถียรภาพระบบโดยรวมในระยะยาว

📌

ทั้ง 5 แนวทางนี้ไม่ใช่แค่ "ประหยัดพลังงาน"

แต่เป็นการลงทุนที่มี ROI ชัดเจน วัดผลได้จริง และส่งผลดีต่อทั้งต้นทุน คุณภาพสินค้า และความเสถียรของระบบ (โดยเฉพาะในสาขาที่มีตู้แช่/ห้องเย็นจำนวนมาก)

FAQ

คำถามที่พบบ่อย (สำหรับ Hypermarket & Wholesale)

ช่วยให้เริ่มต้นได้เร็ว วางแผนงบและลำดับงานได้เหมาะกับสาขาของคุณ

1) ควรเริ่มจากข้อไหนก่อน ถ้างบจำกัด?
โดยทั่วไปแนะนำให้เริ่มจาก Smart Monitoring & Alarm เพื่อให้ "เห็นข้อมูลจริง" ของระบบก่อน แล้วใช้ข้อมูลนั้นในการจับปัญหาและวางแผน จากนั้นค่อยต่อยอดไปยัง Smart Defrost / Floating Suction / Night Setback ตามลำดับความเหมาะสมของโครงสร้างระบบเดิม
2) Load Management ช่วยลดค่าไฟส่วนไหน?
จุดเด่นของ Load Management คือการลด Peak Demand ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ Demand Charge ในบิลค่าไฟรายเดือน โดยจัดลำดับการทำงานของอุปกรณ์ไม่ให้ดึงโหลดพร้อมกัน ทำให้ค่าไฟเสถียรขึ้นและคาดการณ์งบประมาณได้ง่ายขึ้น
3) Night Setback จะกระทบคุณภาพสินค้าไหม?
ถ้าออกแบบ Setpoint และช่วงเวลาอย่างเหมาะสม พร้อมกำกับด้วย Alarm/Monitoring ระบบจะยังคุมอุณหภูมิให้อยู่ในโซนปลอดภัยได้ตลอดเวลา และช่วยลดโหลดช่วงกลางคืนได้จริงโดยไม่กระทบคุณภาพสินค้า
4) Smart Defrost ต้องมีเซนเซอร์อะไรเพิ่มบ้าง?
ขึ้นอยู่กับระบบเดิมเป็นหลัก โดยทั่วไปใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์ ที่สะท้อนสภาพการสะสมน้ำแข็งหรือประสิทธิภาพคอยล์ ทีมงานจะช่วยประเมินว่าควรใช้สัญญาณใด และต้องเพิ่มอุปกรณ์ตรงจุดไหนเพื่อให้ระบบตัดสินใจได้แม่นยำ
5) ต้องการให้ประเมินเบื้องต้น ควรส่งข้อมูลอะไรมาก่อน?
ส่งได้เท่าที่มี เช่น จำนวนตู้แช่/ห้องเย็น, ขนาดสาขา, โครงสร้างระบบ (Rack/Standalone), แนวโน้มค่าไฟ/Peak (ถ้ามี) และปัญหาที่เจอบ่อย ทีมงานจะสรุปแนวทางที่เหมาะและลำดับการทำงานให้ในขั้นตอนถัดไป

อยากลดค่าไฟในสาขา Hypermarket ของคุณ?

ทีมวิศวกร Dixell Asia พร้อมช่วยวิเคราะห์ระบบทำความเย็น และแนะนำแนวทางที่เหมาะกับแต่ละสาขา ตั้งแต่ประเมินเบื้องต้น ไปจนถึงติดตั้งและติดตามผล
ช่องทางด่วน: ฟอร์มออนไลน์ / LINE